ผิวที่เป็นเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) มักมีอาการมันง่าย แดง ลอก คัน และไวต่อการระคายเคืองกว่าปกติ การเลือกมอยส์เจอไรเซอร์จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ความชุ่มชื้น” แต่ต้องคำนึงถึง ความสมดุลของผิว–การลดเชื้อ–การลดอักเสบ–การคุมมัน ไปพร้อมกัน
RMD ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ออกแบบมอยส์เจอไรเซอร์ 2 สูตรเพื่อปัญหาเซ็บเดิร์มเฉพาะทาง:
S-Zinc Gel Cream (สำหรับผิวมัน–ผิวหน้า)
Sensiderm Triple Action Moisturizer (สำหรับผิวแห้ง–ผิวกาย)
เซ็บเดิร์มเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก:
ความไม่สมดุลของ microbiome บนผิว
การผลิตน้ำมันที่มากเกินไปในบางบริเวณ
เกราะปกป้องผิวอ่อนแอ ทำให้ระคายเคืองง่าย
ดังนั้นมอยส์เจอไรเซอร์ที่ดีสำหรับเซ็บเดิร์มต้องทำได้ครบ 3 อย่าง—ลดเชื้อ + คุมมัน + ฟื้นเกราะผิว
5 เคล็ดลับเลือกมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับ "ผิวเซ็บเดิร์ม" แบบผู้เชี่ยวชาญ
1) เลือกสูตรที่ช่วยลดเชื้อ (Antifungal) อย่างปลอดภัย
ส่วนผสมที่แพทย์ชอบใช้เพราะอ่อนโยนและปลอดภัยในระยะยาว คือ Piroctone Olamine ช่วยลดเชื้อ Malassezia ที่เป็นตัวแก้ปัญหาหลัก ลดอาการลอก คัน และผื่นแดง
ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ของ RMD — ทั้งสูตรหน้าและสูตรผิวกาย — ใส่ Piroctone Olamine เพื่อให้ควบคุมเซ็บเดิร์มได้ต่อเนื่องโดยไม่ทำให้ผิวแห้งเกินไป
2) สำหรับคนผิวมัน: เลือกเนื้อเจลครีมที่คุมมันและซึมไว
คุณควรมองหาส่วนผสมที่ช่วย “ลดความมันและปรับสมดุลผิว” เช่น Niacinamide 4% ช่วยคุมความมัน ลดอักเสบ และทำให้ผิวแข็งแรง
Zinc PCA 1% ลดความมันส่วนเกินอย่างเป็นธรรมชาติ Postbiotic Complex ช่วยปรับสมดุล microbiome ของผิว
ซึ่งทั้งหมดรวมอยู่ใน S-Zinc Gel Cream ทำให้ช่วยลด 4 สัญญาณผิวเซ็บเดิร์มบนใบหน้า:
✓ ลดเชื้อ
✓ ลดน้ำมัน
✓ ลดการอักเสบ–แดง
✓ ปรับสมดุลเกราะผิว
3) สำหรับผิวแห้ง–ผิวกาย: เน้นเกราะผิวแข็งแรงและลดการระคายเคือง
ผิวแห้งที่เป็นเซ็บเดิร์มต้องการ “ความชุ่มชื้นหนัก–ไม่อุดตัน” พร้อมสารลดอักเสบ เช่น
Ceramide NP ฟื้นเกราะผิวและลดการลอกแตก
Bisabolol ช่วยปลอบผิว ลดแดง ลดคัน
Piroctone Olamine 0.5% ควบคุมเชื้อสาเหตุเซ็บเดิร์ม
มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับ Sensiderm Triple Action Moisturizer ของ RMD ถูกออกแบบมาเพื่อผิวไว–แห้ง–ระคายเคืองง่ายโดยเฉพาะ ใช้ได้ทั้งหน้าและผิวกสย
4) ทาในจังหวะที่ผิว “เก็บน้ำได้ดีที่สุด”
หลังล้างหน้า/อาบน้ำ 3 นาทีแรกคือช่วงที่ผิวดูดซึมมอยส์เจอไรเซอร์ได้ดีที่สุด เพราะผิวยังชุ่มน้ำ ช่วยให้เกราะผิวฟื้นตัวเร็วขึ้นและยืดอายุความชุ่มชื้น
5) ใช้เป็นประจำทุกวัน แม้ไม่มีอาการกำเริบ
เซ็บเดิร์มคือภาวะที่มี “รอบกำเริบ” การทามอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะกับผิวทุกวัน จะช่วยควบคุมไม่ให้กลับมาแดง–มัน–ลอกเร็วเกินไป และช่วยให้ผิวทนแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ
FAQ – คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับเซ็บเดิร์ม
ต้องใช้ครับ เพราะผิวมันจากเซ็บเดิร์มไม่ได้แปลว่าผิวแข็งแรง การไม่ทาเลยจะทำให้เกราะผิวพัง และทำให้ผิวมันกว่าเดิม
ใช้ได้ครับ—และจริง ๆ แล้วเหมาะมาก เพราะผิวที่มี “ทั้งสิว ทั้งเซ็บเดิร์ม” มีลักษณะร่วม 2 อย่างคือ
ผิวมัน–อุดตันง่าย
เกราะผิวอ่อนแอ–แดงง่าย
S-Zinc Gel Cream ถูกออกแบบมาสำหรับเคสแบบนี้โดยเฉพาะ เพราะมีส่วนผสมที่ตอบโจทย์ทั้งสองปัญหาในเวลาเดียวกัน:
✔ Niacinamide 4% – ช่วยลดการอักเสบของทั้งสิวและเซ็บเดิร์ม
✔ Zinc PCA 1% – ควบคุมความมันเพื่อลดการเกิดสิว
✔ Piroctone Olamine 0.5% – ควบคุมเชื้อที่ทำให้แดง–ลอกจากเซ็บเดิร์ม
✔ Postbiotic Complex – ทำให้ microbiome สมดุลขึ้น
ผลลัพธ์คือผิวไม่มันจนเกินไป แต่ก็ไม่แห้งตึง และลดทั้งสิว–แดง–ลอกไปพร้อมกัน
ใช้ได้ และเหมาะจะใช้ทุกวันสำหรับคนที่เป็นเซ็บเดิร์ม เพราะอ่อนโยนกว่าตัวยาที่แรงกว่า เช่น ketoconazole
เลือกสูตรผิวแห้ง–ผิวกายที่มี Ceramide + Bisabolol จะช่วยให้ลอกน้อยลงและผิวทนแข็งแรงขึ้น
เซ็บเดิร์มไม่ใช่แค่ “ผิวแพ้ง่ายธรรมดา” แต่เป็นภาวะที่มีทั้ง ความผิดปกติของ microbiome, น้ำมันผิว, และเกราะผิว เกิดพร้อมกัน
ดังนั้นสิ่งที่ใช้ทาผิวต้องตอบโจทย์ 3 ระบบนี้ไปพร้อมกัน ไม่งั้นอาการจะดีขึ้นช้า หรือดีขึ้นไม่สุด
Microbiome ผิดสมดุล: เชื้อ Malassezia บางสายพันธุ์เจริญเติบโตมากขึ้นและทำให้เกิดการอักเสบ
ผิวมันเกิน: ต่อมไขมันผลิตน้ำมันบางชนิดที่เชื้อชอบ ทำให้วงจรแดง–ลอก–มันวนซ้ำ
เกราะผิวอ่อนแอ: ทำให้ระคายเคืองง่าย จับง่าย แดงง่าย
มอยส์เจอไรเซอร์ทั่วไปอาจเน้นแค่ความชุ่มชื้น แต่สำหรับเซ็บเดิร์มต้องมี 3 คุณสมบัติ:
ลดเชื้อแบบอ่อนโยน เช่น Piroctone Olamine
คุมความมันหรือฟื้นเกราะผิวอย่างเหมาะสม
ลดอักเสบ–ลดรอยแดง
ซึ่งทั้ง S-Zinc Gel Cream และ Sensiderm ถูกออกแบบมาครบทั้งสามอย่าง ทำให้ใช้ได้กับเซ็บเดิร์มทั้งระยะกำเริบและช่วงคุมอาการ
เพราะการทาครีมหลายตัวไม่ได้หมายความว่าผิวได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
สำหรับเซ็บเดิร์ม ถ้าเราใช้สกินแคร์ผิดประเภท อาการอาจแย่ลงได้จากสาเหตุเหล่านี้:
1) ความมันสะสมจากครีมหลายชั้น
ยิ่งทาหลายชั้น ผิวมันมากขึ้น และทำให้เชื้อ Malassezia เจริญเติบโตง่ายกว่าเดิม
จึงควรใช้ครีมที่ “ครบจบในตัวเดียว” โดยเฉพาะคนผิวมัน
2) ไม่มีสารลดเชื้อเลย
ครีมทั่วไปมักไม่มี Piroctone Olamine หรือสารลดเชื้อแบบอ่อนโยน ทำให้อาการแดง–ลอก–คันไม่ดีขึ้นแม้ทาหนักแค่ไหน
3) เกราะผิวไม่ได้ถูกฟื้นฟูจริง
ผิวเซ็บเดิร์มต้องการ Ceramide, Niacinamide หรือ Bisabolol เพื่อปิดรอยแตกในเกราะผิว มิฉะนั้นจะดีขึ้นช้าและไวต่อการกำเริบ
4) มอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้นเกินไปสำหรับผิวมัน
บางสูตรออกแบบสำหรับผิวแห้ง ทำให้ผิวมันอุดตันง่ายและแดงขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ RMD แยกเป็น 2 สูตรชัดเจน:
สูตรเจลครีมสำหรับผิวมัน (หน้า)
สูตรเข้มข้นปลอบผิวสำหรับผิวแห้ง–ผิวกาย
เพื่อให้แก้ปัญหาตรงจุด ไม่ให้ผิวถูกรบกวนเกินความจำเป็น