รังแคแบบเรื้อรัง—ลอกเป็นแผ่นหนา คัน แดง มันง่าย กลับมาเป็นซ้ำ—มักไม่ใช่แค่รังแคธรรมดา แต่เกี่ยวข้องกับ เซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) ซึ่งเป็นภาวะเรื้อรังที่เกิดจาก:
ความไม่สมดุลของ Malassezia หรือเชื้อยีสบนผิว
ความมันส่วนเกิน
เกราะผิวอ่อนแอ + การอักเสบที่คอยลุกลาม
ตัวกระตุ้นจากชีวิตประจำวัน เช่น ความเครียด อากาศร้อนชื้น เหงื่อ หมวกกันน็อก ผลิตภัณฑ์จัดแต่งผม
นี่คือคำแปลของบทความดังกล่าวเป็นภาษาไทยครับ โดยจัดรูปแบบให้อ่านง่ายและชัดเจนตามต้นฉบับ:
ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคเซบเดิร์ม
ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า โรคเซ็บเดิร์ม ไม่ได้จำเพาะเจาะจงกับสภาพผิวแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ และทุกสภาพผิวสามารถประสบกับปัญหานี้ได้
โรคเซ็บเดิร์มเกิดจากการ เจริญเติบโตของเชื้อรายีสต์ที่ชื่อว่า Malassezia furfur ซึ่งเป็นเชื้อราขนาดเล็กที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนผิวหนัง ยีสต์ชนิดนี้จะเจริญเติบโตในไขมัน (sebum) และขยายตัวมากเกินปกติบนหนังศีรษะ ทำให้เกิดผื่นแดง สะเก็ด และรังแค ซึ่ง รังแคบนเส้นผมเหล่านี้มักจะมีสีเหลือง หนา และมีความมัน
อาการเหล่านี้เป็นลักษณะเฉพาะของโรคเซ็บเดิร์ม ซึ่งก่อให้เกิดการระคายเคืองและอาการคันบนหนังศีรษะ แต่อาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นถาวร หากคุณเลือกใช้แชมพูที่ออกแบบมาเพื่อปัญหานี้โดยเฉพาะ คุณจะสามารถบรรเทาอาการและปลอบประโลมหนังศีรษะได้อย่างยาวนาน
สุขอนามัยและอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
เพื่อลดอาการของโรคเซ็บเดิร์ม การมีสุขอนามัยและการใช้ชีวิตที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ มีปัจจัยภายนอกหลายอย่างที่สามารถทำให้อาการแย่ลงและส่งผลต่อสุขภาพผิวของคุณโดยรวม ได้แก่:
การสัมผัสกับรังสี UV มากเกินไป
การพักผ่อนไม่เพียงพอ
การใช้เครื่องสำอางที่ไม่เหมาะสม
การสูบบุหรี่
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
นอกจากนี้ แนะนำให้ หลีกเลี่ยงการสวมหมวก หมวกไหมพรม หรือหมวกแก๊ป รวมถึง การมัดผมตึงหรือเกล้าผม เพราะอาจไปกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น
หากคุณมีอาการ คันหนังศีรษะ ให้ใช้วิธีนวดเบาๆ แทน เพราะการเกาอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นอย่างมาก
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นโรคเซบเดิร์ม
อาหารอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้โรคเซบเดิร์มกำเริบได้ การ รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจะช่วยลดอาการลงได้ แล้วอาหารชนิดไหนที่ควรเลี่ยงและชนิดไหนที่ควรทาน?
สิ่งที่ควรเลี่ยง: ไขมันอิ่มตัว (เช่น ในครีม) และน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว/น้ำตาลเร็ว (เช่น ในเค้ก ลูกอม) ควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้อาการกำเริบ รวมถึง อาหารสำเร็จรูป/อาหารแช่แข็ง ก็ควรเลี่ยงเช่นกัน เพราะมักมีปริมาณเกลือและ/หรือน้ำตาลสูง
สิ่งที่ควรทาน: เน้น อาหารที่สมดุล เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินที่จำเป็น:
วิตามิน C: ผลไม้รสเปรี้ยว, เมลอน, กะหล่ำดอก
วิตามิน A: เนย, ไข่
วิตามิน E: น้ำมันพืช, อะโวคาโด, อัลมอนด์
นอกจากนี้ การทานโอเมก้า 3 และ 6 (พบในปลาที่มีไขมันและน้ำมันต่างๆ) รวมถึงโปรตีน ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ควรเลือกแชมพูแบบไหนเพื่อรักษาโรคเซ็บเดิร์ม?
การเลือกแชมพูที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการลดอาการของโรค ขั้นตอนแรกคือต้อง ลดการเกาหนังศีรษะ เพื่อป้องกันการระคายเคืองและการติดเชื้อ ดังนั้นแชมพูเฉพาะทางจึงจำเป็นมาก
โรคเซ็บเดิร์มมักจะมีช่วงที่อาการกำเริบสลับกับช่วงที่อาการสงบ:
ในช่วงที่อาการสงบ: หนังศีรษะของคุณยังคงบอบบาง จึงควรใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนที่ไม่ชะล้างไขมันมากเกินไป (non-delipidating) เพื่อยืดระยะเวลาไม่ให้อาการกลับมากำเริบและลดอาการคัน
ในช่วงที่อาการกำเริบ: แนะนำให้ใช้แชมพูสำหรับรักษาโรคเซบเดิร์มโดยเฉพาะ โดยควรสระ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 สัปดาห์
ขั้นตอนการสระผม:
ตีฟองแชมพูและนวดเบาๆ ที่หนังศีรษะ
ทิ้งไว้ 5 นาที
ล้างออกด้วยน้ำสะอาดให้หมดจด
เราขอแนะนำให้คุณเช็ดผมให้แห้งอย่างเบามือ โดยใช้ผ้าขนหนูซับเบาๆ หลีก
ผลิตภัณฑ์ที่แนะนำ
0.5% Climbazole + 0.5% Piroctone Olamine + 1% Salicylic Acid
✔ ช่วยลดสะเก็ดอย่างเห็นได้ชัด
✔ สนับสนุนความสมดุลของ Malassezia
✔ ปลอบประโลมหนังศีรษะแดง/คันด้วยส่วนผสม Rhinacanthus Extract
วิธีใช้:
สระ 3–4 ครั้ง/สัปดาห์ อย่างต่ำช่วงกำเริบ
ทิ้งไว้ 2-5 นาที
ลดเป็น 2 ครั้ง/สัปดาห์เพื่อคุมระยะยาว